|
ความเป็นมาของชมรม " ตะโกรายสัมพันธ์ " |
||
เริ่มต้นแนวคิดในต้นปี 2544 จากการสนทนาในกลุ่มเพื่อน ๆ ที่ได้มีโอกาส พบปะเพื่อรับประทานอาหารกลางวันกันที่สระบุรี ณ บ้าน คุณวิริยะ ปรัชญาเกรียงไกร หลังจากทุก ๆ คนเดินทางกลับจากไปร่วมงานบวชของ คุณเศรษฐศักดิ์ ทองชมภู ที่เพชรบูรณ์ โดย ณ วันนั้นเรื่องที่ได้หยิบยกมาสนทนากันคือเรื่องราวในอดีตที่เป็นความทรงจำดี ๆ จากการที่เราได้ไปใช้ชีวิตร่วมกันเมื่อครั้งที่ได้ไป เรียนที่ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมา ( ซึ่งรู้จักกันในชื่อที่เรียกสั้น ๆ ว่า เทคโนโคราช หรือ Korat Campus นั่นเอง ) ซึ่งสถานที่ตั้งของสถาบันแห่งนี้ในอดีตเป็นทุ่งตะโกราย ซึ่งเป็นที่มาว่าทำไมเราตั้งชื่อชมรมว่า ตะโกรายสัมพันธ์ เราเติมคำว่า สัมพันธ์ เข้าไป เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ ของ พี่ เพื่อน และ น้อง ที่เราเคยได้อยู่ร่วมกันมา รวมทั้งสถาบันแห่งนี้ได้ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงการดำรงชีวิต เราได้เรียนรู้ถึงคำว่า มิตรภาพ เราได้เรียนรู้ถึงคำว่าเกียรติและศักดิ์ศรี โดยมี รุ่นพี่ และ อาจารย์ คอยอบรมสั่งสอน และ ที่สถาบันแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมสิ่งหนึ่งที่สร้างความประทับใจและ ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เราทุกคนให้ความเคารพ สักการะ คือ คุรุสัมมนาคาร เรานำภาพคุรุสัมมนาคารมา เป็นสัญลักษณ์ของชมรมตะโกรายสัมพันธ์เพื่อเป็นการสื่อให้ พี่ เพื่อน และ น้อง ได้ระลึกถึงถิ่นที่เราได้เคยใช้ชีวิตร่วมกันมา และ สำนึกรักในสถาบัน ที่ได้หล่อหลอมให้เราทุกคนได้มีจิตสำนึกของการทำความดีต่อสังคม
สมัยเรียนกฎ 3 ข้อที่พวกเราไม่เคยลืมเลือน คือ ข้อ 1 รุ่นพี่ทำถูกเสมอ ข้อ 2 รุ่นน้องต้องปฏิบัติตามคำสั่งของรุ่นพี่ ข้อ 3 ถ้ารุ่นพี่ทำผิดให้กลับไปดูข้อ 1 และ ยังมีคำพูดอีก 3 คำที่ผูกมัดใจทุก ๆ คน ที่ถือว่าเป็นคำมั่นสัญญาที่พวกเราทุกคนถือปฏิบัติมาเป็นเวลาช้านาน
คือ รักพี่ รักเพื่อน รักน้อง คำพูดที่ว่า รักพี่
รักเพื่อน รักน้อง ได้พิสูจน์ให้เราเห็นตั้งแต่ก้าวแรกที่พวกเราเดินทางเข้ามาหางานทำใน
กรุงเทพมหานคร ที่ทุกคนคิดว่าเป็นแดนศิวิไลซ์ รุ่นพี่ทุกท่านได้หยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับพวกเราทุกคนโดยไม่ได้หวังผลตอบแทนใด
ๆ ไม่ว่าจะให้ที่พักพิง ให้คำแนะนำดี ๆ รวมถึงการเลี้ยงดูปูเสื่อต่าง
ๆ ในวงสนทนาได้จุดประกายความคิดที่ต้องการพัฒนาสังคมไทยขึ้นมา โดยทุกคนได้เล็งเห็นว่ารากเหง้าของสังคมที่ดี
ก็คือการวางฐานรากให้มั่นคง นั่นก็คือการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่เยาวชน
ต้องลดช่องว่างของสังคมในเมืองและชนบท เพราะในสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยในปัจจุบัน
ความแตกต่างระหว่างคุณภาพชีวิตของคนเมืองกับคนชนบทห่างกันอย่าง สิ้นเชิงถ้าเราปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปโดยรอให้เพียงภาครัฐซึ่งมีงบประมาณอันจำกัดดำเนินการแต่ฝ่ายเดียวเมื่อไหร่เมืองไทย แต่งตั้งประธานชมรม คือ คุณอดิศร พาภักดี หรือ ประธานเปี๊ยก ซึ่งเป็นนักกิจกรรมตัวยง เมื่อสมัยเรียน และเป็นศูนย์กลางของเพื่อน ๆ เลขาธิการ ชมรม คือ คุณศุภชัย แพงน้อย หรือ ตุ๋ย ตะโกราย การเดินทางไปสำรวจสถานที่ในการทำกิจกรรมจะมีคณะทำงานโดยมี ผู้อำนวยการค่าย คือ พี่มงคล ศิริดล เป็นผู้ประสานงานในการสำรวจและอำนวยความสะดวกในช่วงทำกิจกรรม เรามีคณะกรรมการในการคัดเลือกโรงเรียน ซึ่งเกณฑ์ในการตัดสินชัดเจน คือต้องเป็นโรงเรียนประถมศึกษา ชั้นปีที่ 1-6 และ ตั้งอยู่ถิ่นทุรกันดารและขาดแคลนจริง ๆ สิ่งก่อสร้างที่เราจะทำจะเป็นอาคารเอนกประสงค์ เพื่อใช้เป็นทั้งห้องเรียน ห้องประชุม ห้องสมุด โรงอาหาร ตลอดจนเป็นที่ประชุมสำหรับชาวบ้าน ช่วงเวลาในการเดินทางไปทำกิจกรรม กำหนดไว้อย่างชัดเจนคือ ปลายพฤศจิกายน หรือต้นธันวาคม ของทุก ๆ ปี ระยะเวลา 3 วัน คือ เดินทางคืนวันศุกร์ และ กลับเช้าวันอาทิตย์ โดยจะดูตามความเหมาะสมของวันเดินทางจากมติของที่ประชุม ซึ่งจะเดินทางละครั้ง มีการนัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอแนะจากสมาชิกชมรมตะโกรายสัมพันธ์ ปีละ 4 ครั้ง ทุกครั้งหลังจากการไปทำกิจกรรมเราจะมีการประชุมเพื่อสรุปผลทุกครั้งภายใน 2 สัปดาห์หลังจากวันทำกิจกรรม
จากความร่วมมือของทุก ๆ ฝ่าย ทั้งเพื่อนสมาชิก ทั้งองค์กรต่าง ๆ ทำให้ชมรมตะโกรายสัมพันธ์สามารถทำในสิ่งที่ได้ตั้งวัตถุประสงค์เอาไว้ตั้งแต่ต้นคือสร้างอาคารเนกประสงค์ ไร่เรียงมาตั้งแต่ ปี 2544 : โรงเรียนบ้านหนองเปลือยตาแสง อ.เกษตรวิสัย จ . ร้อยเอ็ด ปี 2545 : โรงเรียนบ้านถิ่นทอนเหนือ อ.ศรีเชียงใหม่ จ . หนองคาย ปี 2546 : โรงเรียนบ้านโนนจิก อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี ปี 2547 : โรงเรียนบ้านหาดเบี้ย อ.เชียงคาน จ.เลย ปี 2548 : โรงเรียนบ้านผาน้ำเที่ยง อ. สีชมพู จ.ขอนแก่น ปี 2549 : โรงเรียนบ้านดอนหันวิทยา อ. คอนสวรรค์ จ. ชัยภูมิ ปี 2550: โรงเรียนบ้านนาหัวบ่อ อ.เมือง จ. นครพนม ความสำเร็จทุกประการที่เกิดขึ้นมาได้ยังมีอีกหลายท่านที่ไม่ได้เอ่ยนามไว้
ณ ที่นี้ แต่ทุกคนคือกำลังหลักสำคัญที่ได้ทุ่มเท ทั้ง
|
||