อย่าลืมตัว !!! ( Do not forget where you came from !!! )

 

....สัปดาห์นี้ผมขอพูดเรื่อง “ ลืมตัว “ มาให้ทุกท่านเก็บไว้เป็นแง่คิดในการทำงานของเราแล้วกันนะครับ เพราะบางครั้งเรา ๆ ท่าน ๆ มักจะลืมทบทวนตนเองจนกลายเป็นการถูกตราหน้าว่าเป็น “ คนลืมตัว “ แต่มันก็เป็นการยากเหมือนกันนะครับกับการที่จะประพฤติตนอย่างไรจึงจะไม่ถูกตราหน้าว่าเป็น คนลืมตัว เพราะมันเป็นเส้นกั้นบาง ๆ ของการให้คำจำกัดความของคำว่าการเป็นคนลืมตัวมันคืออะไร ระหว่าง การเลือกทางออกให้กับตัวเอง กับการทำตามใจผู้อื่น ( โดยเฉพาะผู้มีพระคุณ ) คนส่วนใหญ่มักจะให้น้ำหนักของคำว่า คนลืมตัว คือ คนที่ไม่ให้ความเคารพผู้มีพระคุณ ไม่ทำตามบัญชาของผู้มีพระคุณ ไม่สนองตอบต่อความต้องการของผู้มีพระคุณ แต่กลับไม่คิดว่า ผู้มีพระคุณเป็นคนที่ประพฤติดี ประพฤติชอบ หรือไม่ ? ถ้าการที่คนเราไม่ยอมปฏิบัติตามคำบัญชาของผู้มีพระคุณซึ่งเป็นคำบัญชาที่มิชอบด้วยศีลธรรมเขาไม่เรียกว่าเป็นคนลืมตัวหรอกครับ

ในความหมายของคำว่าคนลืมตัวในทัศนคติของผม คือ คนที่ไม่ให้การเคารพนับถือต่อบุคคลที่ได้หยิบยื่นโอกาส หรือ ความหวังดีด้วยความบริสุทธิ์ใจให้กับตนเอง ( สิ่งที่ให้ต้องเป็นสิ่งที่ดี ไม่ขัดต่อศีลธรรม ) และ คิดตั้งตัวขึ้นมาเป็นใหญ่โดยการเหยียบบุคคลที่หยิบยื่นโอกาสดี ๆ ให้ ไม่ว่าจะด้วยทางตรงหรือทางอ้อม

คนที่ชอบตราหน้าคนอื่นว่า “ คนนั้น คนนี้ ไม่รู้จัก บุญคุณ ข้าวแดง แกงร้อน ที่ชุบเลี้ยงมา ทั้ง ๆ ที่ตนเองทำไม่ดีให้คนอื่นเห็นจนเขารับไม่ได้ ซึ่งเขาละอายใจแทน “ แล้วกลับไปตราหน้าคนอื่นว่า เขาเป็นคนลืมตัว กลับกันตนเองไม่เคยมองตนเองเลยว่าทำไมคนอื่นจึงถอยห่าง และ ไม่ยอมร่วมสังคกรรมกับตนเองอีกต่อไป คนลักษณะนี้จะเป็นคนที่เข้าข้างตนเองอยู่เพียงฝ่ายเดียว เมื่อคนอื่นมีความคิดเห็นที่แตกต่างจะคิดระแวง และคิดว่าคนอื่นเป็นศัตรูของตนเองในทันที คนประเภทนี้บอกได้เลยว่าถ้าเจอหน้าก็ขอให้ร้องเพลงของ อ้อมสุนิสา สุขบุญสังข์ ได้เลย ( ถอยดีกว่า … ไม่อ๊าวววววๆๆๆ ดีกว่า ) แต่ยังมีคนอีกประเภทหนึ่งที่เป็นคนที่เปิดกว้างมองทุกอย่างรอบด้านและมีความสำนึกตนเองต่อส่วนรวมผมจะศรัทธาและให้ความไว้วางใจต่อคนประเภทนี้มากที่สุด แต่คิดว่าก็คงมีน้อยมากในสังคมของการแข่งขัน ชิงดี ชิงเด่น อย่างเช่นปัจจุบัน แต่ก็เชื่อว่ายังคงมีอย่างแน่นอน

มนุษย์ทุกคนย่อมมีวิจารณญาณ และ หิริโอตัปปะ เมื่อบุคคลใดสามารถสำรวจตนเองได้ 360 องศา จนทำให้รู้ว่าจุดแข็ง จุดอ่อน ของตนเอง และสามารถที่จะปรับปรุงตนเอง ในจุดอ่อนที่ตนเองมี ได้ด้วยตนเอง มีคุณธรรมประจำใจ รับรองได้ว่าไม่มีทางที่จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนลืมตัว ถึงแม้คนประเภทนี้จะถูกลองของจะถูกหยามหมิ่น คนประเภทนี้มักจะมีไม้เด็ดอยู่ในมือ ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะงัดออกมาใช้เพื่อพิฆาตคนที่จ้องทำลายเขาหรือไม่เท่านั้นเอง เหมือนจอมยุทธตามพงศาวดารจีนท่านหนึ่งที่เก่งกล้าในด้านการต่อสู้เชิงดาบที่สุดในยุทธจักร จอมยุทธท่านนี้ได้ฟูมฟักถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ให้กับลูกศิษย์ จนหมดทุกท่ากระบวนเพลง แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันคือ ลูกศิษย์ หลังจากที่ตนเองคิดว่าได้เรียนจนครบทุกกระบวนท่าแล้ว กลับขอท้าประลองยุทธกับอาจารย์ เป้าหมายคือการจะปลิดชีพอาจารย์เพื่อตนเองจะขึ้นมาเป็นใหญ่ในยุทธจักรแทน ซึ่งอาจารย์ก็ได้ถามย้ำกลับไปหลายครั้งว่า เจ้าคิดดีแล้วหรือ ? ลูกศิษย์ก็ยังยืนยันคำเดิมว่าจะต้องขอประลองยุทธกับอาจารย์ให้รู้ไปเลยว่าศิษย์กับอาจารย์ใครจะมีวิชาแก่กล้ากว่ากัน ดังนั้นเมื่ออาจารย์มิสามารถทัดทานความต้องการของลูกศิษย์ได้จึงได้มีการนัดหมายว่า อีก 10 วันข้างหน้า ให้มาพบกันใหม่ในสถานที่แห่งนี้เพื่อทำการประลองยุทธ ซึ่งกติกาของการประลองยุทธคือถ้าผู้ใดแพ้จะโดนปลิดชีพ โดยอาจารย์ก็มิวายจะเป็นห่วงลูกศิษย์ ก็ได้กำชับลูกศิษย์ไปว่าเจ้าจงหมั่นฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอก่อนวันประลองยุทธนะ ลูกศิษย์ก็ให้การรับปาก เพราะ ตลอดระยะเวลา 10 วันก่อนการประลองยุทธ ในความที่ลูกศิษย์มีความตั้งใจที่จะเป็นเจ้ายุทธจักร เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และ ก็ไม่ได้เห็นหัวอาจารย์เลย ลูกศิษย์ก็แอบมาดูว่าอาจารย์ฝึกเพลงดาบอะไรบ้าง เพื่อตัวเองจะได้นำไปฝึกเช่นกัน แต่สิ่งที่ลูกศิษย์เห็นคือ อาจารย์ใช้เวลาทั้ง 10 วันนั้นนั่งตีดาบ ตั้งแต่วันแรก อาจารย์ตีดาบได้ยาวเท่าไหร่ ลูกศิษย์ก็จะกลับไปตีดาบให้ยาวมากกว่าอาจารย์ถึง 2 เท่า เพราะคิดว่าตัวเองต้องทำให้เหนือกว่าอาจารย์ และแล้ววันประลองยุทธก็มาถึง ต่างฝ่ายต่างลากดาบของตัวเองมายังสถานที่ประลองยุทธ ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีความยาวไม่น้อยกว่า 30 เมตร เมื่อได้เวลาอาจารย์ก็ได้ถามลูกศิษย์ถึงความตั้งมั่นของลูกศิษย์ว่า เจ้าคิดดี และ พร้อมแล้วหรือที่จะต่อสู้กับอาจารย์ ลูกศิษย์ ก็ยังยืนยันคำเดิมว่ากติกาของการเป็นเจ้ายุทธจักรจะต้องปลิดชีพคนที่อ่อนแอกว่า และคงไว้ซึ่งผู้เหมาะสมที่จะอยู่ครองเป็นเจ้ายุทธจักร ซึ่งข้าเห็นว่าอาจารย์แก่แล้ว ไม่คู่ควรต่อการเป็นเจ้ายุทธจักรอีกต่อไป อาจารย์ได้ยินแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดในหัวใจ ได้แต่โทษตัวเองอยู่ในใจว่าเรามิน่าจะส่งเสริมลูกศิษย์ที่ไม่มีคุณธรรมตั้งแต่ทีแรก แต่เมื่อไม่สามารถทัดทานลูกศิษย์ได้ อาจารย์ก็เลยบอกว่า ถ้ายังงั้นเจ้าเป็นคนเลือกเองว่าจะขอประลองยุทธกับข้า เมื่อเจ้าพร้อมแล้ว ก็ขอให้ชักดาบออกมาเพื่อต่อสู้กันได้เลย สิ่งที่ลูกศิษย์ไม่คาดคิดคือ ดาบที่อยู่ในฝักของอาจารย์เมื่อชักออกมาแล้วกลับสั้นเพียงมีดเล่มเดียว ในขณะที่ลูกศิษย์ไม่สามารถชักดาบออกมาได้เลย เพราะมีความยาวจนเกินไป เมื่ออาจารย์ชักดาบออกมาได้ก่อนที่จะทำการปลิดชีพลูกศิษย์ อาจารย์ได้พูดออกมาว่า ข้าเป็นจอมยุทธที่มีคุณธรรม แต่เจ้ากลับเป็นศิษย์ที่คิดล้างครู การที่ข้าถ่ายทอดวิชาให้เจ้าเพราะคาดหวังว่าเจ้าจะได้นำความรู้ที่มีไปสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่เจ้ากลับคิดจะมาทำร้ายผู้มีพระคุณเยี่ยงข้า ดังนั้นข้าจึงถือโอกาสนี้ไถ่บาปด้วยการปลิดชีพเจ้า ก่อนที่เจ้าจะไปทำร้ายผู้อื่นให้เดือดร้อนต่อไป เมื่ออาจารย์พูดจบก็ทำการปลิดชีพลูกศิษย์ไปตามกติกาที่ลูกศิษย์เองนั่นแหละที่เป็นฝ่ายตั้งข้อเสนอ

สิ่งที่ผมนำมายกตัวอย่างหวังว่าผู้อ่านคงจะแยกแยะได้ว่าอะไรคือความหมายของคำว่า “ คนลืมตัว “ ได้อย่างชัดเจน การตัดสินใจทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเราเอง เมื่อเราคิดถ้วนถี่ ตระหนักในศีลธรรม จริยธรรม ยึดมั่นในคุณธรรม ก็อย่าได้ไปเกรงกลัวการที่จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนลืมตัว และ นำนิทานที่ผมยกตัวอย่างในการนำกลับมาทบทวนตัวเองว่าสิ่งที่พึงกระทำต่อผู้ที่มีพระคุณ มีความหวังดีต่อเรา หยิบยื่นในสิ่งดี ๆ ที่ไม่ขัดต่อศีลธรรมให้กับเรา เราควรจะประพฤติตนต่อเขาอย่างไร ถ้าเราไม่ตระหนักถึงตรงนี้จุดจบของเราก็คงไม่แตกต่างไปจากลูกศิษย์ที่คิดล้างครู หรอกนะโยม !!!

 

 

คนล่าฝัน

“ รักพี่ รักเพื่อน รักน้อง “

23/01/2549

อ่านคอลัมน์เก่า :
 
                       
  ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

Copyright 2001-2005 design by Takorai Group , Korat Thailand.

Best view : 800X600