เตรียมความพร้อมให้กับตนเอง ( Get ready for yourself )  

......ขณะที่นั่งเขียนบทความนี้ผมได้ใช้เวลาก่อนเข้านอนในการเขียนถึงประสบการณ์แย่ ๆ ของผมในการเดินทางมาฮ่องกงในครั้งนี้ เพราะการเตรียมตัวไม่พร้อมของตัวเอง การเดินทางมาฮ่องกงในครั้งนี้ของผมเป็นการเชิญเพื่อมาร่วมประชุมวางแผนเกี่ยวกับระบบ ไอทีเป็นการด่วนซึ่งทีแรกไม่ได้บรรจุชื่อผมไว้ แต่เมื่อเห็นว่าผมได้พัฒนาระบบในประเทศไทยก่อนเขาอยู่แล้วจึงอยากจะขอความคิดเห็น เขาจึงได้บรรจุชื่อผมไว้ และพึ่งแจ้งให้ผมรับทราบก่อนการเดินทางเพียงไม่กี่วันจึงทำให้ผมไม่มีเวลาในการนัดหมายเวลาและสถานที่กับเจ้าหน้าที่ฮ่องกง ผมได้ใช้เวลาในการจัดเตรียมข้อมูลในการประชุมและการจัดแจงคนมาช่วยดูแลสมาชิกในครอบครัวเพราะเป็นห่วงภรรยาและสมาชิกตัวน้อย ๆ วัย 3 เดือนของผม เพราะชะล่าใจเกินไปกับการเดินทางของตัวเอง ซึ่งโดยปกติเวลาผมมาจะมีเจ้าหน้าที่ฮ่องกงไปรอรับที่สนามบินแล้วจึงเดินทางเข้าตัวเมือง ดังนั้นผมก็คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไรจึงได้แค่บอกเขาว่า “ ให้จองโรงแรมไว้ให้ผมและเจอกันที่สนามบินฮ่องกงและถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงให้ส่งอีเมล์แจ้งผมแล้วกัน “ เนื่องจากเคยเดินทางมาหลายครั้งแล้วผมจึงรู้สึกเฉย ๆ ไม่ได้คิดเลยว่าสิ่งที่เราไม่คาดฝันจะเกิดขึ้นเมื่อก่อนวันเดินทางหนึ่งวันผมได้รับอีเมล์จากเจ้าหน้าที่ฮ่องกงว่า “ เขาได้จัดเตรียมทุกอย่างไว้ต้อนรับผมอย่างดีแล้ว แต่ไม่สามารถเดินทางมารับได้เพราะเขาจะต้องประชุมรอเมื่อถึงแล้วให้นั่งรถบัสหมายเลข A21 ไปลงที่สถานีที่ 6 “ โดยระบุชื่อสถานีไว้ให้อย่างเรียบร้อย อ่านอีเมล์แล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ล่ะว่า “ ตายล่ะมือถือเรายังไม่ได้เปิดโทรทางไกลระหว่างประเทศ สอบถามกับผู้ให้บริการต้องใช้เวลาตั้ง 48 ชั่วโมงในการขอเปิดสัญญาณ มิหนำซ้ำ หมายเลขที่ใช้ก็เป็นหมายเลขเก่าของภรรยาต้องใช้หนังสือเดินทางของภรรยาในการเปิดใช้บริการ โชคร้ายอีกหนังสือเดินทางของภรรยาหมดอายุ “ จบเห่เลยมือถือใช้ไม่ได้ ผมรีบตอบอีเมล์กลับฮ่องกงทันทีว่า “ มือถือผมใช้ไม่ได้นะ เดี๋ยวผมจะเดินทางเข้าไปในเมืองโดยรถบัส A21 ตามที่แจ้งมาแต่ให้ช่วยมารอรับผมที่สถานีที่ 6 นะ “ และจัดการพิมพ์อีเมล์ของเขาออกมาเพื่อจะได้เก็บไว้ถามไถ่คนบนรถ แต่เหมือนครั้งนี้โชคไม่เข้าข้างเมื่อขึ้นรถบัสและเดินทางมาถึงตัวเมืองผมก็นั่งสังเกตรถจอด ครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 ผมจึงถามคนข้าง ๆ ว่ารู้จักชื่อสถานีที่ผมจะไปมั้ย ? ( คิดว่าตัวเองฉลาดอยู่ในใจว่ารถน่าจะจอดครั้งที่ 6 จึงจะเป็นสถานีที่ 6 ตามอีเมล์ ) ผมก็ยื่นอีเมล์ที่พิมพ์มาให้เขาดู พระเจ้าช่วยคนที่นั่งอยู่บนรถปฏิเสธหมดบอกว่าไม่รู้จัก แต่ผมก็ยังอุ่นใจคิดว่าไม่มีปัญหาหรอกเดี๋ยวถ้าจอดอีกก็คงยังไม่ถึงเพราะมันก็จะจอดเป็นครั้งที่ 3 ก็น่าจะเป็นสถานีที่ 3 ยังเหลืออีกตั้ง 3 สถานีกว่าจะถึง ( โง่แล้วยังอวดฉลาดอีกนะ ) แต่เพื่อป้องกันความผิดพลาดเมื่อรถจอดครั้งที่ 3 ผมเดินไปหาคนขับรถและบอกเขาว่าเมื่อถึงสถานีตามอีเมล์นี้ช่วยจอดให้ผมด้วย เขาก็พยักหน้าแล้วก็เอ่ยชื่อสถานีที่ผมจะลงปนกับภาษาจีน 2-3 คำแต่ไม่ยอมออกรถ ผมก็ยิ่งงง ตอนนั้นเหมือนสวรรค์โปรดผมได้ยินคนตะโกนเรียกชื่อผม หันกลับไปมอง ว้าว ! เพื่อนชาวฮ่องกงมารอรับผมที่สถานี ผมรีบลงรถด้วยความดีใจพร้อมทั้งถามเพื่อนว่า “ ไหนบอกให้ผมลงสถานีที่ 6 ไม่เห็นมันจอดครบสถานีเลยล่ะ ? “ เพื่อนผมตอบกลับมาว่า “ ก็ไม่รู้เหมือนกันแต่จริง ๆ บนรถก็จะมีไฟบอกชื่อสถานีแสดงที่หน้ารถอยู่นะ “ ( คิดอยู่ในใจ อ๋อ … เราเซ่อเองดันไปนั่งหลบมุมมองไม่เห็นป้ายแสดงชื่อสถานีหน้ารถ )

ระหว่างที่ผมเดินเข้าออฟฟิศกับเพื่อนเขาก็แจ้งข่าวดีอีกว่า “ เขาได้อ่านอีเมล์ที่เพื่อนอีกคนหนึ่งส่งไปให้ผมแล้ว ตามอีเมล์ที่แจ้งว่าได้เตรียมพร้อมทุกอย่างให้ผมแล้วนั้น จริง ๆ อยากจะบอกว่าเขาโกหกคุณ ถ้าเขาบอกความจริงไปกลัวผมจะไม่มา แต่ก็ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย เพราะโรงแรมเต็มหมดเลย เผอิญว่าช่วงนี้มีการแข่งขันกีฬา โรงแรมจึงถูกจองไว้ล่วงหน้าหมดลย ดังนั้นเขาจึงได้จัดเตรียมสถานที่ ที่หรูกว่าโรงแรมไว้ให้แล้ว “ พระเจ้าช่วยเขาจัดให้ผมไปพักบ้านของเจ้าของบริษัท ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ปรารถนาเลย แต่ก็จำเป็นจะต้องไปพัก

วันนี้เราประชุมกันดึกเขาไม่มีเวลาไปส่งจึงให้ผมนั่งแท็กซี่ไปเองโดยเขาช่วยติดต่อแท็กซี่และแจ้งที่อยู่กับแท็กซี่ ซึ่งบ้านตั้งอยู่นอกตัวเมืองบนภูเขาที่ดูสลับซับซ้อนพอสมควร กว่าจะหาเจอก็เล่นเอาแท็กซี่หลงทางขับวนตามซอยตั้ง 2 -3 รอบ เขาวิทยุสอบถามเครือข่ายตั้งนาน ( ขนาดแท็กซี่ยังหลง นับประสาอะไรกับผมล่ะ … ฮา ฮา ) แต่สุดท้ายผมก็โชคดีหาที่พักจนเจอ มีแม่บ้านมารอรับจัดแจงที่พักไว้รออย่างเรียบร้อย ผมจึงได้รบกวนให้เธอช่วยรีดชุดทำงานของผมเพราะก่อนเดินทางผมตั้งใจว่าจะใช้บริการของทางโรงแรม แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ผมจึงปรับเปลี่ยนแผนการทุกอย่างทันที ( ยังไงก็จะไม่ยอมทำตัวให้เป็นมาร์ค เหมือนโฆษณาขายแว่นโดยเด็ดขาด )

การมาครั้งนี้สิ่งที่ผมไม่ได้เตรียมพร้อมไว้คือ

1) เรื่องของการเช็คสภาพอากาศ คิดว่าบ้านเราร้อน ที่นี่ก็คงพอ ๆ กัน ที่ไหนได้ 19 องศา ( สำหรับผมแค่ 23 องศาก็ต้องใส่เสื้อกันหนาวแล้ว สมน้ำหน้าจริง ๆ ภรรยาบอกให้เตรียมสูทมา ตัวเองกลับเฉย ต้องมาขอยืมแจ็คเก็ตเขาใส่ )

2) สัมภาระตัวเองไม่ได้เช็คเลยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภรรยาหมด มาเปิดกระเป๋าดูอีกทีไม่ได้จัดเตรียมชุดนอน

3) คิดว่าจะมาพักโรงแรม จึงไม่ได้จัดเตรียมผ้าขนหนู ไม่ได้รีดชุดไว้รอ เดือดร้อนต้องให้ที่นี่จัดการให้

มนุษย์เราเมื่อเริ่มคิดว่าประสบการณ์ตัวเองเริ่มสูงขึ้น อายุเริ่มมากขึ้นมักจะหลงตัวเองคิดว่าอะไร ๆ ก็ง่าย สบายมือไปหมด วางใจกับสิ่งที่เคยผ่านมา แต่ไม่ได้คิดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นโดยที่เราคาดไม่ถึง นี่เป็นเพียงบทเรียนบางตอนของการเตรียมความพร้อมของการเดินทาง แต่ท่านลองคิดดูเองสิ ถ้าเกิดวันหนึ่งเกิดบุญหล่นทับแต่งตั้งให้ท่านเป็น ผู้บริหารระดับสูง ท่านได้เตรียมตัวท่านนะวันนี้ไว้รอรับบุญนั้นหรือยัง ? หรือเมื่อโอกาสมาถึงตัวท่านแต่ท่านกลับปล่อยให้บุญนั้นทับหัวท่านตาย ? การเตรียมความพร้อมไม่ใช่เพียงด้านใดด้านหนึ่ง ถ้าเราต้องการที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า เราจะต้องมีความพร้อมในทุกด้าน มีความพร้อมต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นทุกเมื่อ และฝึกแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส ผมบอกได้เลยว่าการจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำอย่างถาวรได้ไม่ใช่เพราะโชคช่วยเด็ดขาดแต่มันอยู่ที่ความสามารถและความพร้อม สัปดาห์นี้ฝากไว้แค่นี้ครับ แล้วพบกันสัปดาห์หน้าหลังวันเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549… สวัสดีครับ

คนล่าฝัน

“ รักพี่ รักเพื่อน รักน้อง “

27/03/2549

อ่านคอลัมน์เก่า :
 
                       
  ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

Copyright 2001-2005 design by Takorai Group , Korat Thailand.

Best view : 800X600