การปรับสภาพ ( Conditioning )

 

หลังสงกรานต์เป็นช่วงที่ผมตั้งใจว่าจะใช้เวลาพักผ่อนอยู่กับบ้าน เพราะตั้งแต่มีนาคมจนกระทั่งสงกรานต์ผมยังไม่ได้พักผ่อนเลยเพราะใช้เวลาในการเดินทางไปทำธุระแทบจะทุกวันหยุดเลยก็ว่าได้ และธุระที่สำคัญที่สุด ที่ผมได้ใช้เวลาในการเปรียบเทียบข้อมูลอย่างพิถีพิถัน และ พยายามเลือกสรรเป็นอย่างดี ตามกำลังทรัพย์ที่เราพอสนับสนุนได้ คือการหาสถานที่เรียนให้กับลูกสาวเข้ามาเรียนต่อในชั้น ป .3 เพราะปิดเทอมนี้ผมตั้งใจจะย้ายโรงเรียนให้กับลูกสาวจากต่างจังหวัดมาเรียนต่อที่กรุงเทพ เพราะอยากจะให้เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์คือ พ่อ แม่ และ ลูก ๆ ได้อยู่ใกล้ชิดกัน ผมมีความเชื่อว่าหลักสูตรของโรงเรียนแต่ละโรงเรียน ไม่ว่าจะที่ไหน ๆ ในเมืองไทยก็คงจะคล้าย ๆ กันจะแตกต่างกันก็เพียงหลักสูตรเสริมเท่านั้นเอง ดังนั้นผมจึงมุ่งเน้นในการนำหลักสูตรเสริมมาทำการวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนต่าง ๆ ในละแวกบ้านของผม และ ดูสภาพแวดล้อม ดูความปลอดภัย ดูความสะดวกในการเดินทางมาประกอบการตัดสินใจ

ช่วงรอยต่อของการเรียนชั้นประถมเท่าที่สอบถามจากน้องที่เป็นครูในสังกัด กทม . เล่าให้ผมฟังว่า “ จะเป็นการดีมากถ้าเราสามารถนำลูกเข้ามาเรียนต่อในช่วงที่เด็กยังสามารถปรับสภาพทันคือ ป .1 – ป .3 แต่ถ้า ป .4 – ป .6 นั้นจัดว่าเป็นเด็กโตแล้ว ดังนั้นเกรงว่าเด็กที่ย้ายมาจะไม่สามารถปรับสภาพตัวเองให้ทันคนอื่นได้ “ ผมได้ยินดังนั้นจึงไม่รีรอที่จะรีบหาสถานที่เรียนให้ลูกสาวทันที

ถึงแม้ในความเป็นจริงลูกสาวผมจัดว่าเป็นเด็กฉลาด ทันคน แต่ผมก็ไม่มั่นใจว่าเมื่อเข้ามาอยู่ในกรุงเทพ เมืองที่มีการแข่งขันสูง ลูกสาวผมจะยังคงแสดงความเก่ง ความฉลาด เหมือนตอนอยู่ต่างจังหวัดได้หรือไม่ ในวันแรกของการไปเรียนเพื่อปรับพื้นฐาน ( ผมให้ลูกสาวเรียนเพื่อปรับพื้นฐานเพราะปรึกษากับครูของทางโรงเรียนเขาแนะนำว่าควรจะให้เรียนปรับพื้นฐานเพื่อให้เขาสามารถเข้ากับเพื่อนและได้เรียนรู้ทักษะต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเทอม ) ในวันแรกนี้ผมลางานเพื่อมาสังเกตการณ์ และ ให้กำลังใจลูกสาว พร้อมทั้งมาจัดการซื้ออุปกรณ์การเรียนให้กับลูกสาว ที่นี่เด็กนักเรียนตั้งแต่ ป .3 ขึ้นไปจะต้องซื้อข้าวเที่ยงทานเอง คุณครูให้เหตุผลว่าเพื่อต้องการฝึกให้เด็กรู้จักการช่วยเหลือตัวเอง ( ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเพราะลูกสาวผมถูกเลี้ยงมาแบบตามใจทุกอย่าง ไม่เคยให้ทำอะไรเอง ดังนั้นนี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมเลือกโรงเรียนนี้ ) เมื่อลูกสาวพักเที่ยงผมจึงเข้าไปสังเกตการณ์ โดยบอกให้เขาไปต่อแถวซื้อข้าวกับเพื่อน ๆ ซึ่งเด็กรอคิวเยอะมาก ผมก็รอตั้งนานก็ไม่เห็นลูกสาวกลับมานั่งที่โต๊ะเสียที สักพักใหญ่ ๆ ลูกสาวผมวิ่งกลับมาหาและบอกว่าอาหารหมดอยากจะให้ผมออกไปซื้อข้าวข้างนอกกลับมาให้ทาน ถ้าผมจะออกไปซื้อก็เท่ากับว่าส่งเสริมให้เด็กสบายเกินไป จะทำให้เขาติดเป็นนิสัย ผมจึงบอกลูกสาวว่า “ ไม่น่าเป็นไปได้ พ่อขอเดินไปดูที่ร้านที่หนูรอคิวเมื่อตะกี้ก่อนนะ “ ผมจึงเดินกลับมาพร้อมลูกสาว ก็เห็นว่าอาหารหมดจริง แต่แม่ครัวได้แก้ไขสถานการณ์โดยการออกไปซื้อไข่เพื่อมาทำไข่เจียว กับ ไข่ดาวเพื่อขายให้เด็ก ๆ ทาน ลูกสาวผมก็คะยั้นคะยอให้ผมซื้อให้แต่ผมได้เห็นเด็กแต่ละคนเขาแย่งซื้ออาหารกัน ผมจึงคาดเดาว่าลูกสาวผมไม่กล้าเอ่ยปากบอกแม่ครัวเพื่อสั่งอาหารจึงทำให้โดนแย่งคิวไปหมด ผมจึงบอกให้ลูกสาวตะโกนบอกแม่ครัวว่าหนูจะทานไข่ดาว 1 จาน ลูกสาวผมจึงกล้าทำตามเพราะมีพ่อยืนให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ เขาจึงได้ทานข้าวเที่ยงหลังจากรอเวลาตั้งนาน

หลังทานข้าวเที่ยงเสร็จก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งติดสอยห้อยตามลูกสาวผมตลอด สอบถามทราบว่าเรียนอยู่ที่นี่ และ ช่วงเช้าก็เรียนพิเศษห้องเดียวกับลูกสาวผม พูดจาฉะฉาน ถามอะไรตอบได้หมด ผมจึงทดสอบเด็กคนนี้กับลูกสาวผมโดยพาท่อง A-Z สลับกันตามมือที่ผมชี้บอกว่าถ้ามือผมชี้ใครก็ให้ท่องภาษาอังกฤษต่อไปเรื่อย ๆ เป็นที่สนุกสานของเด็ก ๆ เลยทีเดียว แต่ผลที่ออกมาเห็นได้ชัดว่าลูกสาวผมไม่สามารถจดจำ A-Z เหมือนเด็กที่เรียนที่นี่ได้ จากนั้นผมพาเล่นหมากฮ็อต ผลลัพธ์ออกมาเช่นกัน ความเฉลียวฉลาดของลูกสาวผมก็ไม่สามารถสู้เขาได้

ผมจึงพอสรุปได้เป็นนัย ๆ ว่าที่เราเห็นว่าลูกสาวเราเรียนเก่งและฉลาดทันคนนั้นเป็นเพียงอยู่ในสถานที่ ๆ เขาคุ้นเคย เขาอยู่ในดินแดนสุขสบาย ( Comfort Zone ) เขาแสดงความฉลาดได้เพียงต่อหน้าเรา และ กับสภาพแวดล้อมที่เขาคุ้นเคยเท่านั้น แต่เมื่อเปลี่ยนสถานที่เขาต้องใช้เวลาใน การปรับสภาพ คนเป็นพ่อ เป็นแม่ต้องเรียนรู้และเข้าใจเด็ก ผมพูดกับภรรยาและตั้งใจเสมอ ๆ ว่าผมอยากจะให้ลูกมีอิสรทางด้านความคิด ให้เขาคิดเอง ทำเอง แต่จะทำอะไรต้องไม่เดือดร้อนคนอื่น ผมจะเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำและส่งเสริมในสิ่งที่ดีให้ลูก ๆ เท่านั้น อยากให้เขามีทักษะทางด้าน ภาษา ดนตรี และ กีฬา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับความชอบของเขาเอง อย่างบทเพลงที่ว่า “ ให้โอกาสกับลูกบ้างเน้อ “ ต้องให้โอกาสให้เขาเรียนรู้ ให้โอกาสให้เขาคิด ให้เขามีความเป็นตัวของตัวเอง แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเป็นคนดีในสังคม … ขอบคุณครับ

 

คนล่าฝัน

รักพี่ รักเพื่อน รักน้อง

17/04/06

 

 

อ่านคอลัมน์เก่า :
 
                       
  ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

Copyright 2001-2005 design by Takorai Group , Korat Thailand.

Best view : 800X600