กฎของการทำงาน ( Rules of Work )

 

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้เข้าประชุมและมีข้อคิดอันหนึ่งเกี่ยวกับการทำงานที่เจ้านายของผมได้นำมาเล่าให้ฟัง ซึ่งเป็นเนื้อหาจากหนังสือต่างประเทศเกี่ยวกับหลักการบริหารเล่มหนึ่ง ( เล่มนี้ผมโชคดีที่มีไว้ครอบครองเมื่อสองปีก่อนรองประธานกรรมการมอบให้เป็นของขวัญวันเกิด ) ในส่วนที่เจ้านายได้นำมาเผยแพร่เป็นเพียงบทนำ แต่แค่เพียงได้อ่านบทนำนี้ก็นับว่าเป็นหนังสือที่ดีมาก ๆ เล่มหนึ่งในการเตือนสติมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ๆ

ติดตามอ่านเลยนะครับ “ เมื่อหลายปีก่อน ผมได้เริ่มศึกษากฎของการทำงาน ตอนนั้นผมยังอยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่บริษัทจะมีการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นระดับผู้จัดการ และ ผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าข่ายในการปรับเลื่อนตำแหน่งครั้งนั้นมีเพียง 2 คน คือ ตัวผมเอง และ ร็อบ ถ้าดูประวัติการทำงานเปรียบเทียบประสบการณ์และความเก่งในเรื่องงานปัจจุบัน และ ความรู้ในเรื่องงานใหม่ล่ะก็ผมกินขาด รวมทั้งพนักงานทั้งหมดก็ต้องการให้ผมเป็นผู้จัดการของพวกเขา แต่สำหรับร็อบแล้วโหลยโท่ยไม่ได้อยู่ในสายตาเลย ผมได้พูดคุยกับที่ปรึกษาข้างนอกที่บริษัทได้ว่าจ้าง โดยผมถามเขาว่า “ ผมมีโอกาสที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการมั้ย ? “ เขาตอบสั้น ๆ ว่า “ โอกาสน้อย “ ผมแปลกใจและรู้สึกขุ่นเคืองใจมากกับคำตอบของที่ปรึกษา ผมจึงได้สาธยายถึงประสบการณ์และความสามารถของผมที่มีอย่างล้นหลามให้ที่ปรึกษาได้รับทราบอีกครั้ง แต่ที่ปรึกษากลับตอบผมกลับว่า “ ใช่ แต่การวางตัวและบุคลิกท่าทางของคุณยังดูไม่เหมือนผู้จัดการ “ ผมถามต่อ “ เอ้าแล้วร็อบล่ะ ? “ ที่ปรึกษาตอบ “ นั่นล่ะคือจุดเด่นของร็อบ เขามีการวางตัวที่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้จัดการ “ หลังจากนั้นก็เป็นจริงอย่างที่ท่านที่ปรึกษาได้คาดคะเนเอาไว้คือร็อบได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นผู้จัดการ ซึ่งผมรู้สึกแย่มากที่ต้องเป็นลูกน้องคนปัญญานิ่มที่ไร้ความสามารถอย่างร็อบ แต่ผมก็ได้พยายามศึกษาในกรณีนี้ว่าทำไมคนอย่างร็อบจึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้จัดการ

ที่ปรึกษาได้ให้ความรู้แก่ผมว่า บุคคลในแต่ละบทบาทหน้าที่ มีตำแหน่งหน้าที่ที่แตกต่างกันก็จะมีการวางตัวและบุคลิกที่แตกต่างกันออกไป เช่น พนักงานต้อนรับก็จะมีบุคลิกหนึ่ง รปภ . ก็จะเป็นอีกบุคลิกหนึ่ง คนทำบัญชี หรือ พนักงานบริการที่เคาน์เตอร์ก็จะมีบุคลิกที่แตกต่างกันออกไป และแน่นอน ผู้จัดการก็ต้องมีการวางตัวอีกแบบหนึ่ง จากนั้นผมจึงได้ใช้เวลาในการเรียนรู้ว่าคนที่จะขึ้นไปเป็นผู้จัดการเขาต้องปฏิบัติตัวอย่างไร สังเกตจากพฤติกรรมตั้งแต่การพูด การเดิน การนั่ง หนังสือพิมพ์ที่อ่าน ปากกาที่ใช้ ลักษณะการเขียน การสนทนากับผู้ร่วมงาน การพูดในขณะการประชุม ทุกอย่างคือภาพรวมที่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก คุณไม่เพียงแต่ทำงานเก่งเฉพาะงานที่ตัวเองรับผิดชอบเท่านั้น คุณจะต้องเป็นคนที่มีความสามารถรอบด้าน คุณต้องเก่งทั้งเรื่องงานและเรื่องการบริหารคนสามารถผูกมัดจิตใจคนได้ คุณจึงเหมาะสมในการขึ้นมาบริหารคน ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้คุณลองเก็บไปคิดดูว่าทำอย่างไรคุณจึงจะสามารถสร้างจุดเด่นออกมาให้คนอื่นมองเห็น ทำอย่างไรจึงจะให้คนอื่นยอมรับได้ และแน่นอนทำอย่างไรจึงจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง

จากนั้นผมได้นำมาปฏิบัติโดยช่วงนั้นผมได้เดินทางไปทำงานในสาขาต่าง ๆ และสังเกตการวางตัวของผู้บริหารระดับสูงหลาย ๆ ท่านและได้นำมาพัฒนาตนเอง ถ้าคุณต้องการก้าวขึ้นในระดับที่สูงขึ้นคุณก็ต้องฝึกสังเกตการวางตัวของตำแหน่งที่คุณต้องการก้าวขึ้นไป ผมเองก็เช่นกันหลังจากผมพลาดหวังจากตำแหน่งผู้จัดการในครั้งนั้น ผมก็ได้พยายามพัฒนาตนเองจนในที่สุดผมก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการภูมิภาค “

น่าสนใจมั้ยครับกับเรื่องราวของการวางตัวให้เหมาะสมกับตำแหน่ง ขอเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งหลังจากได้หยิบหนังสืออีกเล่มหนึ่งมาอ่านและพบหัวข้อ “ 7 เคล็ดลับสนทนามัดใจเพื่อนร่วมงาน “ เผื่อใครจะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในการสร้างสัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงาน

1) ในแต่ละวันที่คุณมาทำงาน เมื่อเจอเพื่อนร่วมงานควรเริ่มต้นบทสนทนาด้วยคำถามทั่ว ๆ ไป ดีกว่าเริ่มต้นคำถามที่ชวนปวดหัวและพาลให้ไม่อยากตอบ คุณควรเริ่มต้นคำถามประเภท ทานข้าวแล้วหรือยัง ? วันนี้ใส่เสื้อสีสวยดี หรือ วันนี้อากาศดีนะ เป็นต้น

2) เมื่อเกิดความเครียดจากหน้าที่การงาน ควรพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานในเรื่องเบาสมอง เรื่องขำขันบ้าง ดีกว่ามานั่งระบายความเครียดให้เพื่อนร่วมงานฟัง ซึ่งจะยิ่งทำให้หดหู่ไปด้วยกันทั้งคู่

3) เวลาสนทนาด้วยกัน ควรให้อีกฝ่ายที่กำลังสนทนาหยุดก่อน ไม่ควรแทรกหรือขัดจังหวะควรรอจนเขาถาม คุณจึงค่อยเริ่มต้นสนทนา

4) พยายามชวนเพื่อนร่วมงานพูดคุย ในเรื่องที่เขาสนใจและรู้เรื่อง ไม่ควรพูดแต่เรื่องที่คุณสนใจแต่เพียงอย่างเดียว ถ้าขืนทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ คงไม่มีใครอยากจะคุยกับเรานาน ๆ หรอก จริงมั้ย ?

5) พยายามรักษาน้ำใจบ้าง หากไม่เห็นด้วยในความคิดเห็นแล้วอยากจะโต้แย้งก็ควรจะนึกถึงใจเขาใจเรา คุณคงไม่อยากให้ใครมาต่อว่าด้วยถ้อยคำที่รุนแรงเช่นเดียวกัน

6) ไม่ควรถามในเรื่องที่ไม่ควรถาม หรือคำถามที่จะทำให้เพื่อนร่วมงานคิดมากคุณอาจจะเสียเพื่อนไปเลยก็ได้เพียงแค่คำ ๆ เดียว

7) การพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน ในบางครั้งเราอาจจะเกิดความสนิทสนมกันจนเกินไปและอาจทำให้พลั้งเผลอพูดบางสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมา ดังนั้นคุณควรรู้ตัวอยู่เสมอว่ากำลังพูดอะไรและทำอะไรอยู่ เพื่อที่จะไม่ให้เกิดความรู้สึกบาดหมางขึ้นมาระหว่างเพื่อนร่วมงาน

ทั้งหมดทั้งปวงที่ผมนำมาเผยแพร่คิดว่าทุกท่านคงรู้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดมันไม่ได้อยู่ที่ท่านรู้แล้ว แต่มันอยู่ที่ท่านเข้าใจและได้นำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวันท่านหรือยังครับ ?

 

คนล่าฝัน

รักพี่ รักเพื่อน รักน้อง

22/05/2549

อ่านคอลัมน์เก่า :
 
                       
  ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

Copyright 2001-2005 design by Takorai Group , Korat Thailand.

Best view : 800X600